ชวน ชูจันทร์ – ทะลุกรอบ “หนีไปให้พ้น หรือ ทำอะไรสักอย่าง” | สภาองค์กรชุมชนกรุงเทพมหานคร

ชวน ชูจันทร์ – ทะลุกรอบ “หนีไปให้พ้น หรือ ทำอะไรสักอย่าง”

 ชวน  ชูจันทร์   ปราชญ์เดินดินคิดทะลุกรอบ “หนีไปให้พ้น หรือ ทำอะไรสักอย่าง”

โลกสีเขียว: อย่างแถวนี้ (ย่านตลิ่งชัน) จุดเด่นทางภูมิศาสตร์คืออะไร
ชวน:  ตรงนี้คือจังหวัดธนบุรีเก่า เป็นไร่เป็นนา เป็นที่ดินดอนปากแม่น้ำ มีน้ำจืดน้ำกร่อยนิดๆ เหมาะกับการปลูกพืชที่ชอบน้ำจืด ที่ตรงนี้มีแดด มีดิน มีลม มีน้ำ ปีหนึ่งฝนตกห้าถึงหกเดือน คุณว่าอะไรจะเหมาะมากกว่าการปลูกพืช สิ่งแวดล้อมอย่างนี้ไม่ได้เหมาะกับการทำโรงงานอุตสาหกรรมหรือทำบ้านจัดสรร บ้านจัดสรรคุณไม่ต้องการอะไร แค่มีน้ำ มีไฟ แต่ลักษณะของแถวนี้มีคลองแบบใยแมงมุม มีคลอง มีน้ำ สามารถชักน้ำออกน้ำเข้าได้ดีมาก แต่ตอนนี้ก็เหมือนหลายๆ ที่ที่พยายามเข้ามาโดยรัฐบ้าง เอกชนคืบเข้ามาบ้าง

 โลกสีเขียว: ปัญหาที่กำลังรุกคืบเข้ามาคืออะไร
ชวน:  ที่ตรงนี้ก็เหมือนหลายๆ แห่ง มีการถูกรุกเข้ามาโดยความไม่รู้ ไม่เข้าใจ โดยแนวคิดในการทำถนนหนทาง การสร้างบ้าน เราเหมือนถูกกล่อมว่าอันนี้คือความเจริญ ตอนนี้ทั่วประเทศไม่มีที่ไหนที่จะไม่ทำถนน พอมีถนน คนก็เข้ามาอยู่กันมากขึ้น น้ำก็เริ่มเน่า แน่นอนน้ำเสียต้องมาจากชุมชนทั้งนั้น คือบ้านจัดสรรเขาแค่มาอยู่ เขาไม่ได้มากลมกลืนกับท้องถิ่น เขาไม่ได้มาปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมชุมชน ที่เขาทำกันเหมือนเอากล่องมาตั้ง ทำกำแพง ทำประตูของเขา เขาก็เปิดแอร์ ไม่มายุ่งอะไรกับใคร บ่อบำบัดก็ไม่มี เขาเลี่ยง ออกกฎหมายควบคุมก็เท่านั้น แบบกฎหมายบอกว่าถ้าสร้างมากกว่า 10 หลังต้องทำบ่อบำบัด เขาก็ทำทีละ 8 หลัง ทำแบบนี้ 20 ครั้ง รวมๆ กันจะได้กี่หลัง แปลงใครแปลงมันอยู่แล้ว เขาก็เอาโฉนดมารวมๆ กันว่าขอสร้างบ้าน 8 หลัง พอของเก่ากำลังสร้างอยู่ก็ไปยื่นขอให้อีก 8 หลัง เจ้าหน้าที่ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ หลับตาว่ามันไม่เกี่ยวกัน อนุมัติแบบนี้ 10 ครั้งก็ 80 หลังคาเรือนแล้ว ก็มีถังดำๆ ฝังอยู่ข้างหน้าใบหนึ่งที่เขาเรียกว่าถังแซทหรือถังส้วม คือถ้าไม่มีถังนี่เขาจะยุ่ง ถ้าไม่มีตัวนี้ปล่อยลงคลองไม่กี่ทีส้วมก็ตันเพราะดินแถวนี้มันเหนียว น้ำจะเสมอหน้าดินแล้ว น้ำจะไปไหนก็ไหลลงคลองเลย

 โลกสีเขียว: สถานการณ์ปัญหาตอนนี้รุนแรงขนาดไหน

ชวน:  ที่จริงก็เป็นปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไขแล้ว เพราะถ้าปล่อยไว้ ไม่ทำ ก็จะแย่ยิ่งกว่านี้ ก็จะเป็นเหมือนในกรุงเทพฯ คลองตรงนี้ก็จะเหมือนคลองหลอด คลองมหานาค พื้นที่ก็จะมีแต่ปูนหมด ที่จริงในเมืองก็เกิดปัญหาสุขภาพอนามัย เกิดปัญหา เชื้อโรคต่างๆ คืออย่าลืมว่า ระบบนิเวศต้องเป็นการอยู่ร่วมกัน น้ำเป็นตัวกรอง ตัวทำลายพิษให้มนุษย์ เพื่อให้อยู่ดีมีสุข 

 โลกสีเขียว: เคยได้ยินว่าคุณลุงปลูกพืชแบบไม่ใช้สารเคมีเกษตร แต่พอเอาผลผลิตไปตรวจ ปรากฏว่าเจอสารเคมีเกษตรปนเปื้อน
ชวน: คือมันอยู่ใกล้แหล่งที่ใช้สารเคมี แล้วยามันก็ปลิวมาหรือตามน้ำมา หรืออย่างพวกบ้านจัดสรรที่เขาฉีดปลวก มันก็มาที่เราได้ แล้วคนพวกนี้เขาไม่ได้คิดจะอยู่ร่วมกับระบบนิเวศ อยากให้มากำจัดเยอะๆ สมมติจ่ายไปสองพันให้มาฉีด อยู่ได้ยี่สิบปีเลยยิ่งดี

 โลกสีเขียว: ถ้าเช่นนั้นเรามีการปรับตัวอย่างไรเพื่อที่จะอยู่ร่วมกัน
ชวน:  เราพยายามคุยกันให้เกิดความเข้าใจ เพราะเป็นวิธีที่สันติ อยากให้คนเข้าใจเหมือนเรา สร้างคนสร้างความคิดให้เขาเข้าใจตรงนี้ ทำไมเราต้องเอาเด็กมาเก็บขยะ มาพายเรือ มานั่งแช่น้ำ ก็เพื่อให้เขารู้และอยากรักษามัน ไม่เช่นนั้นเขาจะดูแลมันได้ยังไง นี่เป็นวิธีที่ทำให้เขาเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ตรงนี้เหลืออยู่ได้ ไม่ใช้เอาขยะใส่ถุงดำแล้วโยนคลองตูม ถามว่าในสมองเขามีอะไร...ไม่มีอะไรเลย  คุณจะหวังพึ่งอะไรได้กับคนที่มีลักษณะแบบนี้ เขาอาจจะมีอาชีพอะไรนั้นก็คนละเรื่องกัน เขาเป็นวิศวกร เป็นช่างที่เก่ง นั่นคือวิชาที่เขาหากิน เอาไปซื้อข้าวสาร แต่การกระทำมันเป็นอีกเรื่องหนึ่งในการดูแลสังคม

 โลกสีเขียว: ทำไมถึงตั้งชื่อสวนของตัวเองว่าสวนเจียมตน
ชวน:  ก็เคยมีคนถามผมเหมือนกันว่าชื่อนี้มันหมายความว่ายังไง ผมก็ว่าชื่อนี้มันเตือนตัวเองดีว่าเราต้องรู้จักพอเพียง ให้พอ รู้จักคิด ไม่ใฝ่ต่ำ รู้สึกว่าได้แง่คิด มันไม่เหมือนสัตว์เพราะพฤติกรรมมันก็อยู่อย่างนั้น ไม่ดีขึ้นหรือไม่เลวลง แบบเสือมันกินสัตว์ก็กินแบบนั้น หมามันจะกัดกันยังไงก็กัดแบบนั้น ไม่ได้เลวกว่านั้นเท่าไหร่หรือไม่ดีกว่านั้นเท่าไหร่  แต่แบบคนเราถ้าไม่ฝึกอะไรเลย มันแย่ลง ต้องเตือนตัวเอง ฝึกความอดทน ฝึกความขยัน ฝึกความสะอาด พูดไปก็เหมือนเพ้อเจ้อ แต่ความงาม ความดี มันมีอยู่จริง หากถามว่าแค่อยู่ไป หากินไป แค่นี้พอแล้ว ก็อยู่ได้ในระดับหนึ่งแล้ว แต่ชีวิตมนุษย์ต้องการแค่นั้นหรือเปล่า  สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ยังไงก็ต้องดับไปสักวันอยู่แล้ว เหมือนผมสักวันก็คงไม่ได้มาอยู่ตรงนี้ ฉะนั้นสิ่งที่เราน่าจะแสวงหา คือความดี ความงามในการใช้ชีวิต

โลกสีเขียว: แล้วตลาดน้ำคลองลัดมะยมมีที่มาที่ไปอย่างไร
ชวน:  มันเริ่มขึ้นเมื่อปี 2547 ก็เกิดจากความคิดผมตอนแรกเลย ถามว่าทำไมคิดอย่างนี้ เพราะว่ามันมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น แล้วผมก็เป็นคนที่คิดอย่างนี้แหละ

 โลกสีเขียว: ความเปลี่ยนแปลงที่ว่านั้นคืออะไร
ชวน:  สิ่งแวดล้อมเสียลง ชุมชนหายไป น้ำเน่าก็เข้ามา บ้านจัดสรรก็เข้ามา ก็มีอยู่สองวิธี คือหนีไปให้พ้น หรือทำอะไรสักอย่าง ทำในสิ่งที่เราอยากให้เกิดขึ้น แล้วลงมือทำ หาวิธีทำ โดยที่ให้ประหยัดที่สุด โดยที่ไม่ได้ไปเอาใครมาร่วมมือกับเราหรอก เริ่มต้นด้วยตัวเองทั้งหมด ทำเอง แสดงเอง ลงทุนเอง ก็ดึงชาวบ้านมา เป็นวงศาคณาญาติก่อน เพื่อให้มันเกิด ต้องการฟื้นชุมชน ต้องการให้มีพื้นที่ขายของ ต้องการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยหลักๆ ก็จะมีสามอย่าง ก็ทำมาจนถึงปัจจุบัน ถามว่าสำเร็จไหม ถ้าเทียบกับไม่ล้มเหลว ก็ถือว่าสำเร็จแล้ว ไม่ต้องยกเลิกไปก็สำเร็จแล้ว มันมีแค่สองทาง คือไปได้ หรือว่าเลิก ถ้าไม่คิดอะไร ก็ไปได้มาห้าหกปีแล้ว ก็ถือว่าสำเร็จ ถึงจะเลิกมะรืนนี้ ก็ถือว่าสำเร็จแล้ว ก็ให้คนได้เห็นแล้วว่าทำได้ ที่ว่าคลองต้องเน่า ไม่จริงหรอก ที่ว่าพื้นที่เกษตรต้องหาย ก็ไม่จริงหรอก ถ้าเรารวมกันได้ในระดับหนึ่ง มีความเข้าใจในระดับหนึ่ง

โลกสีเขียว: หมายความว่าตลาดน้ำเป็นเครื่องมือหนึ่งในการรักษาพื้นที่เกษตรกรรมเอาไว้

ชวน:  ใช่ครับ เราต้องการให้คนเห็นคุณค่าของระบบนิเวศ ...ถึงบอกว่าต่อไปคนจะแสวงหาการอยู่กับธรรมชาติ วัฒนธรรม เพราะว่าอะไร อย่างผมเป็นคนสองยุค เห็นทั้งยุคใหม่ยุคเก่า แต่คนที่อายุน้อยกว่าสามสิบปีจะไม่เข้าใจคนยุคเก่าเลยนะ ไม่เห็นต้นไม้ ไม่เคยเอาเท้าแช่น้ำ ไม่เคยกำดิน ไม่เคยเดินป่า ไม่เคยหาปลา ไม่เคยพายเรือ แต่ก่อนบ้านนอกเข้าเมืองสมัยก่อนใครได้ไปเห็นแสงสีกรุงเทพฯ นี่เป็นคนเจริญ ทันสมัยนะ รุ่นผมมันอยู่กับควาย กับข้าว กับดิน กับน้ำ เราไม่ค่อยให้ทางเลือกกับคนของเรา ทำไมชนบทมันขายได้ เพราะคนในเมืองคิดว่าเป็นเรื่องแปลก ส่วนชาวบ้านที่นี่เมื่อปลูกผักทำสวน ก็เอาของมาขายได้ ช่วยให้เขามีช่องทางและยังอยากรักษาพื้นที่เกษตรไว้

 โลกสีเขียว: แสดงว่าสินค้าที่ขายส่วนใหญ่เป็นผลผลิตจากสวน
ชวน:  จากสวน พวกขนมนมเนยที่ทำเอง คือมันอาจจะไม่มากเหมือนอย่างบางจังหวัด เพราะว่ากรุงเทพก็มีสวนอยู่แค่นี้ คนที่ทำอะไรเป็นก็เหลืออยู่แค่นี้ หมายความว่าถ้าผมถามแม่ว่าทำขนมหน่อยสิ แม่ก็จะบอกว่าจะเอาอะไร มีตั้งสิบกว่าอย่าง แต่ทีนี้บอกว่าคุณทำขนมมาขายสิ ปรากฏว่าทำไม่เป็นสักอย่าง ก็ซื้อมากินตลอดชีวิตนี่ เอาเงินแค่ยี่สิบบาทวิ่งไปซื้อมา นี่คือจุดที่แม่ค้าทำอะไรไม่ค่อยได้ ทั้งที่เขาก็ไม่ค่อยมีอะไรทำ ถ้าระบบการเรียนรู้ของเรา... การเรียนรู้ของคนเรารู้จากอะไรบ้าง รู้จากครอบครัว รู้จากสังคม สังคมนี่รวมถึงห้องเรียนด้วย ถ้าสิ่งเหล่านี้คุณไม่ได้ คุณจะเรียนรู้ได้อย่างไร จากโรงเรียน จากสังคม จากสื่อ จากครอบครัว สมัยก่อน ก่อนที่ผมจะเข้าโรงเรียน ผมทำอะไรได้เป็นร้อยเป็นพันอย่าง ไม่ใช่ให้แม่คดข้าวให้กิน ผมมีกำลังปั๊บ ผมก็ไถนาเป็นแล้ว เกี่ยวข้าวได้แล้ว หาบฟืน จุดไฟ หุงข้าว ทำขนม แกง หาปลา ทำเครื่องมือดักปลา แล้วถึงเข้าโรงเรียน เรียนเพื่ออ่านออกเขียนได้ แต่เด็กปัจจุบันทำอะไรไม่เป็นเลย ไปเรียนเพื่อออกมาทำมาหากิน แต่โรงเรียนไม่ได้สอนเรื่องทำมาหากิน เขาสอนหนังสือ ทักษะการใช้ชีวิตก็น้อยลง เหมือนพูดในแง่ร้าย แต่มันก็ร้ายจริงๆ

 โลกสีเขียว: อย่างผมก็ทำอะไรไม่ค่อยเป็น
ชวน: แต่ก็ไม่ใช่ความผิดของเรา ระบบสังคมมันเปลี่ยน เพียงแต่ให้เราได้รู้ตัว ผมบังเอิญไปอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้น ก็เลยได้ทักษะมา เพราะลูกผมก็ไม่เหมือนผมหรอก แต่ถ้าเรารู้ตัว ก็จะเข้าใจปัญหาได้มากขึ้น เห็นความเชื่อมโยงของมัน

 โลกสีเขียว: ขอย้อนกลับไปคุยเรื่องตลาดน้ำ อยากทราบว่ามีการขยายการมีส่วนร่วมกับชาวบ้านอย่างไร
ชวน:  ตอนเริ่มต้นทำตลาด เราก็ไม่ได้ไปชวนใครมาก ชวนแค่ญาติพี่น้อง อันนี้ก็เป็นจุดหนึ่งที่ว่าการกระทำใดๆ เราเริ่มต้นเล็กๆ หนึ่งเล็กๆ เราทำได้ ถ้าล้มแล้วพลาด ก็ไม่เจ็บตัวมาก แล้วค่อยๆ เติบโตขึ้น เมื่อใดไม่ได้ดั่งใจ ก็ทำไปเรื่อยๆ แล้วมันก็จะมีทางออก ปัญหาทำให้เราก้าวหน้า ถ้าเราคิดจะทำใหญ่ ต้องมีการบริหารจัดการอย่างนั้นอย่างนี้ ก็จะติดปัญหาเยอะ แต่ถ้าคิดว่าถึงเวลามีแม่ค้ามาสักสี่ห้าเจ้า มีการซื้อขายสักร้อยกว่าบาท ก็โอเคแล้ว

 โลกสีเขียว: แล้วทุกวันนี้ล่ะ มีแม่ค้าประมาณเท่าไหร่
ชวน:  ตอนนี้ก็มีแม่ค้าเกือบร้อยคน เสาร์อาทิตย์ก็มารวมตัวกันอยู่ที่นี่ มีคนมาซื้อประมาณพันถึงสองพันคน

 โลกสีเขียว: ส่วนใหญ่เป็นชาวสวนเหรอ

ชวน: เป็นชาวสวนบ้าง ไม่ใช่บ้าง แต่พอถึงเวลาก็มาทำมาหากินเป็นอาชีพเสริม

 โลกสีเขียว: ถ้าเช่นนั้นมีการดึงการมีส่วนร่วมจากชาวบ้านอย่างไรตั้งมากมาย
ชวน:  ผมว่าเขาเห็นศักยภาพของเรา เห็นความอดทน เราต้องทำให้เขาดู สังคมไทยเป็นสังคมที่เราต้องทำให้เขาเห็น อาจเป็นว่าเพราะผมเป็นคนที่นี่ ชาวบ้านเห็นพฤติกรรมมาตลอดเวลา ว่าผมเป็นคนยังไง เรียนหนังสือหนังหายังไง ทำงานเป็นยังไง ความด่างพร้อยมีอะไรแค่ไหน มีความน่าไว้วางใจแค่ไหน สมัยก่อนเขาเลือกกำนันผู้ใหญ่บ้านโดยที่ไม่มีอะไรไปแทรก เขาก็คิดแบบนี้ จึงอยู่กันได้ คือตัวเองก็ถูกควบคุมโดยสังคมเช่นกัน จุดหนึ่งเราก็จะถูกคนอื่นมองอยู่ ในขณะเดียวกันเราก็ไปควบคุมสังคมด้วย โดยทางอ้อม ถ้าผมไม่มีตำหนิอะไรที่ใครจะมาว่าผมได้ ผมไม่ได้พูดเพื่อผม ผมไม่ได้ทำเพื่อผม ต่างคนก็จะต่างคุมกัน ถ้าผมจะรักษาฐานะนี้ไว้ได้ ผมก็ต้องควบคุมตัวเอง เหมือนวัดคุมบ้าน บ้านคุมวัด สมัยก่อนเป็นแบบนี้

 โลกสีเขียว: แล้วมีการมองไปถึงการร่วมกับชุมชนอื่นๆ เพื่อทำกิจกรรมไหม
ชวน:  มีครับ สมมติว่าบ้านใกล้ตลาดของเราเขาเข้าใจเรื่องขยะแล้ว ไม่ทิ้งลงคลอง แต่ถ้าหยุดแค่นี้ มันก็ยังแคบไป แรงบีบจะรุกมาให้เราเมื่อไหร่ไม่รู้ แต่ถ้าเราขยายวงไปเรื่อยๆ แนวทางเราก็จะกว้างขึ้น เหมือนกับอบรมคนสิบคน กับร้อยคน ก็น่าจะมีผลต่างกันในแง่ของการแพร่หลาย นี่ก็เหมือนกัน อย่างเครือข่ายตลาดน้ำ แล่นเรือไปเรื่อยๆ สามสี่กิโลเมตร บ้านนี้เป็นเครือข่ายของเรา เครือข่ายของเราหมายความว่ายังไง ต้องช่วยดูแลธรรมชาตินะ เราจะพาคนมาเที่ยว มาดู มาชมที่คุณ แล้วคุณจะทำยังไง คุณจะทำลายมันเหรอ เป้าหมายต่อไปของเราคือคลองสองสามคลองที่อยู่ถัดไปจากนี้ ก็ไม่ยาวเท่าไหร่ มีบ้านอยู่เยอะสองฝั่งคลอง เราจะไปเก็บขยะให้หมด คนเรามีแล้ว ถ้าเรามีเรือสักลำหนึ่ง เราก็จะไป ทุกอาทิตย์ไปเก็บ ไปเก็บ ให้เขาเห็นว่าต้องรักษาคลองแล้วนะ แล้วเราก็แจกเอกสาร หลังจากนั้นก็ส่งต่อให้เขา ว่าคุณต้องทำแล้วนะ ช่วงเราเก็บเขาอาจยังไม่ทำ แต่ต่อไปเขาก็ต้องดูแลกันเอง แล้วเราทำหน้าที่พานักท่องเที่ยวมาชม แล้วเขาก็จะมีรายได้ เอาของมาขาย ก็จะเข้าระบบ ตอนนี้ขาดเรืออยู่ เรือยังไม่มี ตอนนี้ขอเขาไปอยู่ ยังไม่มี

 โลกสีเขียว: ขอไปที่ไหน และมีโอกาสจะได้ไหม
ชวน:  ขอไปทางหน่วยงานเอกชนก็มี ทาง กทม. ก็มี แต่ดูแล้วระเบียบต่างๆ มากมาย ก็คงจะยาก

 โลกสีเขียว: แสดงว่าการเก็บขยะที่ผ่านมาเป็นไปอย่างทุลักทุเล
ชวน:  เราใช้เรือของเราเองบ้าง ถ้าบรรทุกคนไม่มาก ใช้เรือของทางเขตบ้าง กทม. บ้าง แต่เขาก็ไม่ค่อยสะดวก เพราะมีงานเยอะ จริงๆ ควรให้ชุมชนทำ ต้องให้ชุมชนทำ ข้าราชการทำไม่สำเร็จหรอก จะเอาอะไรบอกมาเลย ทางเขตจัดการให้ คุณจะเอาเครื่องมืออะไร บอกมา คุณจะทำอย่างนี้เหรอ แล้วเขตจะมาช่วยอะไร บอกมา การดูแลพื้นที่ในชุมชนต้องให้ชุมชนเขาดู ผมไม่มีทางไปทำให้เขาตลอดปีตลอดชาติหรอก เราต้องแสดงให้เขาเห็นว่า เขาต้องทำ ให้เขาเกิดความรู้สึกว่า เขาอยู่ริมคลองเขายังไม่ทำ แล้วผมอยู่ไกลกว่าเขาตั้งกี่สิบกิโล ผมยังมาทำให้ แต่คุณอยู่ตรงนี้ทุกวัน

 โลกสีเขียว: เป้าหมายของคลองที่จะสานการทำงานต่อนั้น คือที่ไหน

ชวน:  มีคลองบางระมาด กับคลองบ้านไทร และบางพรหม บางน้อย สี่คลอง ซึ่งเป็นคลองที่อยู่ติดกับคลองลัดมะยม ส่วนตัวผมคิดว่าคลองจะสวยถ้าทุกคนดูแล น้ำไม่ใช่มีไว้เพื่อไม่ใช้ แต่ใช้ยังไงให้เหมาะที่จะใช้ไปเรื่อยๆ สมัยก่อนเราใช้น้ำจืดจากคลองจากฝน สองอย่าง ไม่มีน้ำอื่นที่จะใช้ น้ำฝนไว้ดื่ม น้ำคลองเอาไว้ซักผ้า อาบน้ำ น้ำประปามาทีหลัง พอมีน้ำประปามาปั๊บ ความรู้เรื่องน้ำคุณไม่มีเลย พอน้ำประปามาปั๊บ น้ำอื่นก็ไม่จำเป็น ทั้งที่น้ำประปาก็มาจากคลองนั่นแหละ สูบไปตกตะกอน ไปเติมคลอรีน ถ้าไม่มีน้ำคลอง คุณจะเอาน้ำประปามาจากไหน จริงๆ เราควรรักษาคลองเพื่อใช้น้ำคลองเป็นหลัก เอาน้ำประปาแค่ขัดตราทัพ ใช้ในเรื่องที่จำเป็น เพราะกว่าจะเป็นน้ำประปาคุณเสียพลังงานไปเท่าไหร่ ใช้ทรัพยากรไปเท่าไหร่ ต้องขนส่งกว่าจะถึงบ้านคุณ แต่เราคิดว่าน้ำประปามาก็สบายแล้ว เปิดก๊อกปุ๊บ น้ำประปาก็ไหล สบายแล้ว มีเงินจ่าย มันก็ไหล

 โลกสีเขียว: คิดว่ารัฐควรมีแนวทางอย่างไรในการรักษาพื้นที่เกษตรในเมืองเอาไว้

ชวน: รัฐต้องแบ่งโซนให้ดี ฟันธงได้ไหมว่าอีกห้าสิบปีข้างหน้า พื้นที่ตรงนี้จะยังคงเป็นพื้นที่สีเขียว ขณะเดียวกันรัฐต้องไม่มองว่าพื้นที่สีเขียวเป็นเฉพาะสวนสาธารณะ ไม่จำเป็นต้องเป็นพื้นที่สีเขียวแบบทำขึ้นมา ตกแต่งขึ้นมา เพราะต้องลงทุนสูงมากและคนที่ได้ใช้ประโยชน์ส่วนมากก็เป็นคนที่อยู่กลางเมืองเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าการมีสวนลุมแล้วผมจะไปใช้ คนที่อื่นไม่ได้ใช้ เหมือนลงทุนร้อยล้านแต่คนใช้มีอยู่แค่นั้น แถมการทำสวนสาธารณะสักแห่งหนึ่งก็ลงทุนสูง และต้องตั้งงบประมาณดูแลมันเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับที่ว่าเราสนับสนุนเอกชน ใครสร้างหรือรักษาพื้นที่สีเขียวเอาไว้ ก็เข้าไปสนับสนุน คือคุณเก็บภาษีผมไปแล้วคิดว่าคนนี้เป็นคนดูแล คุณก็เอาไปให้เขาเลย รัฐต้องแบ่งให้เขาไปเลยเพราะเหมือนเขาดูแลแทนผมเหมือนกัน ต้องช่วยกันถึงจะอยู่ได้และเดินไปได้ เงารัฐบาลก็ตามไปด้ว

รายงานโดยมูลนิธิโลกสีเขียว

เผยแพร่โดย เครือข่ายท้องถิ่นไทย

 

รูปภาพ: