“วิวัฒนาการ การเมืองไทย - แนวคิดเรื่องอำนาจ" โดย ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต | สภาองค์กรชุมชนกรุงเทพมหานคร

“วิวัฒนาการ การเมืองไทย - แนวคิดเรื่องอำนาจ" โดย ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต

“วิวัฒนาการ การเมืองไทย”

สรุปย่อการบรรยาย โดย ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต หลักสูตร “ผู้นำการเมืองภาคพลเมืองขั้นพื้นฐาน”ดำเนินการโดย เครือข่ายสภาองค์กรชุมชน กทม. ร่วมกับ มูลนิธิการพัฒนาพื้นฐาน และ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต (กันยายน – ตุลาคม 2551)

แนวคิดทางวิชาการเรื่อง “อำนาจ

1) แนวคิดคนสามารถครอบครองอำนาจได้ ซึ่งแบ่งเป็นสองส่วน คือ 1.อำนาจหน้าที่ 2. อิทธิพล (ทั้งเถื่อนและไม่เถื่อน)

ขยายความว่าทั้งสองอำนาจในความหมายนี้ 1.อำนาจหน้าที่ มี กฎระเบียบและตำแหน่งเป็นฐาน 2.อิทธิพล เพราะอิทธิพลมีฐานหลายฐานตั้งแต่เรื่องความมั่งคั่ง คือ คนที่มีเงิน หรือ ความรู้ ที่จะบอกว่าอันนี้ใช่ อันนี้ไม่ใช่ อันไหนถูกอันไหนผิด ซึ่งความรู้มีอิทธิพลต่อคนที่จะเป็นผู้พูดคนสุดท้าย อีกเรื่องหนึ่งที่เห็นบ่อยคือ 1. การจัดตั้งมวลชน 2. ศักยภาพในการใช้ความรุนแรง หรือ 3.อาจเป็นคนที่อยู่ในตำแหน่งที่อยู่ใกล้ชิดคนมีอำนาจหน้าที่ เช่น เลขาหน้าห้อง

2) แนวคิดอำนาจที่ไม่สามารถครอบครองได้ คือ อำนาจมีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอด อำนาจในความหมายนี้เป็นกระบวนการพลังสร้างการเปลี่ยนแปลง อำนาจในความหมายนี้จึงหมายความว่าทุกคนในสังคมมีอำนาจที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

พัฒนาการทางการเมืองไทย ช่วง ปี 2475-2500 เรียกว่า อมาตยาธิปไตย คือ ข้าราชการเป็นผู้กำหนดทิศทางของประเทศทั้งหมด ในช่วงนี้มีการต่อสู้ในเชิงอุดมการณ์ เพราะกลุ่มข้าราชการที่ร่วมมือในการเปลี่ยนแปลงมี 4 กลุ่มหลัก ๆ คือ 1) กลุ่มสังคมนิยมประชาธิปไตย กลุ่มนี้ตัวบุคคลที่เป็นผู้นำคือ นายปรีดีย์ พนมยงค์ ที่นำประเทศไปสู่รัฐสวัสดิการ 2) กลุ่มจารีดนิยม กลุ่มเชื้อพระวงศ์เก่ามีอำนาจในวงราชการ 3) กลุ่มทหารนิยม (ลัทธิทหาร) ผู้นำกลุ่มคือ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ตอนหลังเป็นเผด็จการเข้ากับนาซี 4) กลุ่มเสรีนิยม แกนนำกลุ่มมีหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ทั้งสี่กลุ่มก็ต่อสู้กันในแวดวงชิงอำนาจทางการเมือง ประมาณปี 2490-2500 ยุคเผด็จการทหาร จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เริ่มเข้ามามีบทบาททางการเมือง และเป็นมือขวาของ จอมพล แปลก พิบูลสงคราม

ในช่วงนี้เกิดมี 3 ปรากฏการ คือ 1.อเมริกาต้องการเอาประเทศไทยเป็นประเทศยุทธศาสตร์ในการสู้กับคอมมิวนิสต์ 2.ประกอบกับ จอมพลสฤษดิ์ เห็นว่าการต่อรองของ สส. 3. ข้าราชการไม่สามารถคุมกันได้ จึงทำให้จอมพลสฤษดิ์ร่วมมือกับอเมริการสถาปนาระบอบปฎิวัติ คือ รัฐประหาร จอมพล ป ปี 2501-2512

ช่วงนี้สังคมไทยเป็นลัทธิทหารนิยมบวกกับทุนนิยม โดยจอมพลสฤษดิ์ เป็นผู้นำทุนนิยมเข้ามาโดยไปรับ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจากอเมริกา รับนโยบายเศรษฐกิจจากธนาคารโลก (เขียนแผนให้) จอมพลสฤษดิ์ ก็มาจัดการภายในประเทศให้สงบเพื่อตนเองจะได้ใช้หลักทุนนิยมได้เต็มที่ คือห้ามไม่ให้มีการประท้วง คนไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลถูกขังคุกหมด สื่อมวลชน (บางแห่ง) ก็ถูกเผาโรงพิมพ์

ในด้านทุนนิยมเปิดรับนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน เริ่มสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ประปา ไฟฟ้า เขื่อน เป็นโครงสร้างพื้นฐานรองรับการเติบโตของทุน ในทางอุดมการณ์มีคำขวัญ “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” ประกาศตอกย้ำทุกวัน ปี 2514 จอมพลถนอมประสบปัญหาการเมือง ในการลงมติ พรบ.งบประมาณ เกิดกลุ่มทุนท้องถิ่นรวมมือกับนายทุนชาติ อดีตขุนศึกและข้าราชการ และมีกลุ่มปัญญาชนนักคิดสังคมประชาธิปไตยเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

ช่วงปี 2522-2531 เป็นช่วงรากฐาน คือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี เราเรียกว่ามี ระชาธิปไตยครึ่งใบ คืออำนาจของอมาตยาธิปไตย (ข้าราชการ) มีอยู่ครึ่งหนึ่ง และ กลุ่มนายทุนที่กำลังเติบโตมีอำนาจอีกครึ่งหนึ่ง ในการเลือกตั้ง

ปี 2544 ถึงปัจจุบัน มีนายทุนชาติใหม่เข้ามาคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร  สร้างภาพลักษณ์หัวหน้าที่เป็นผู้บริหารยุคใหม่ที่มีประสิทธิภาพ ทรัพยากรของยุคนี้เน้นการบริหารมีประสิทธิภาพก้าวทันโลกเอาไว้โชว์ มีนโยบายประชานิยมเอาใจมวลคนฐานล่าง ดึงกลุ่มท้องถิ่นที่อยู่ในเครือข่ายอุปถัมภ์ให้มาร่วมให้เป็นพรรคใหญ่  

การเมืองในปัจจุบัน รัฐธรรมนูญปี 2550 มีกลไกการตรวจสอบที่เข้มข้นกว่าและลงโทษแรงกว่า กลไกการตรวจสอบก็เปิดให้คนนอกเข้าไปร่วมได้มากกว่า แต่ระบบการเลือกตั้งกลับล่าหลังกว่าปี 2540 เพราะย้อนกลับไปใช้แบบปี 2539 คือหนึ่งเขตเลือกได้ 3 คน ทำให้ได้ สส. แบบเดิมๆ เข้ามา ดังนั้นถ้าไม่เปลี่ยนระบบการเลือกตั้ง คนไทยก็ได้ สส. คนเดิม ๆ เข้ามาอีก ส่วนระบบการตรวจสอบก็พอใช้ได้ ดังนั้นการแก้รัฐธรรมนูญคือควรแก้ที่ระบบการเลือกตั้ง ส่วนระบบอื่นคงไว้ไม่ต้องแก้ให้ยุ่งยาก เราต้องแก้ให้ระบบการเลือกตั้งเปิดพื้นที่ให้คนส่วนอื่นๆ ในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดอำนาจทางการเมืองด้วย

ดังนั้นการเลือกตั้งแบบพื้นที่ให้ใช้แบบเลือกหนึ่งเสียงหนึ่งคนระบบได้คะแนนเสียงส่วนใหญ่ (มากกว่า 50% ) และมีการคิดกันว่าควรมีการเลือกตั้งแบบจากกลุ่มวิชาชีพ และกลุ่มภาคส่วนอื่นๆในสังคม การซื้อเสียงแน่นอนว่ายังมีอยู่แต่จะมีการตรวจสอบกันมากขึ้น

วันเพ็ญ สิริยงสวัสดิ์ เรียบเรียง