จะทำการเมืองไทยให้สกปรกน้อยลงได้อย่างไร- รศ.วิทยากร เชียงกูล | สภาองค์กรชุมชนกรุงเทพมหานคร

จะทำการเมืองไทยให้สกปรกน้อยลงได้อย่างไร- รศ.วิทยากร เชียงกูล

 


                             จะทำให้การเมืองไทยสกปรกน้อยลงได้อย่างไร

                                                                          โดย รศ.วิทยากร เชียงกูร

 

                ระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาของไทยดำเนินไปภายใต้โครงสร้างทางเศรษฐกิจ การเมืองแบบผูกขาดอำนาจ โดยชนชั้นผู้มีทรัพย์สิน นายทุน นายทหาร นายตำรวจ ข้าราชการชั้นสูง นักธุรกิจการเมือง ทำให้นักเลือกตั้งที่เป็นตัวแทนพวกคนชั้นสูงชั้นกลางกลุ่มเล็ก ๆ ราว 2-3 พันคน สามารถที่ใช้อำนาจ อิทธิพล เงิน ระบบอุปถัมภ์การพูดหาเสียงเก่งฯลฯชนะเลือกตั้งได้เป็นผู้แทนและผลัดกันมา เป็นรัฐบาลและฝ่ายค้านมาโดยตลอด พวกเขามาจากกลุ่มชนชั้นสูงและชนชั้นกลางที่มีผลประโยชน์และนโยบายคล้าย ๆ กัน ทุกรัฐบาลมุ่งส่งเสริมการปกครองแบบรวบอำนาจไว้ที่รัฐบาลกลางและการพัฒนาแบบตลาดเสรีหรือทุนนิยมอุตสาหกรรมผูกขาดที่ พวกนักการเมืองและชนชั้นสูงชั้นกลางได้ประโยชน์ร่วมกัน ทั้งจากการใช้งบประมาณ, ทรัพยากรของส่วนรวม นโยบายภาษี นโยบายรัฐอื่น ๆ และการหากำไรผลตอบแทนจากระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมผูกขาดที่ได้ เปรียบแรงงานและผู้บริโภคอย่างมาก
       
           ในช่วงหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงปีพ.ศ.2501 และช่วงปี 2516-2519 มีปัญญาชนฝ่ายก้าวหน้า(ฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลงให้สังคมเจริญก้าวหน้า เพื่อคนส่วนใหญ่)พยายามจัดตั้งองค์กรและเสนอนโยบายแบบสังคมนิยมและนโยบายปฏิรูปทางเศรษฐกิจสังคมแบบกระจายทรัพย์สินและรายได้ให้เป็นธรรมขึ้นอยู่ บ้าง แต่พวกเขาถูกฝ่ายชนชั้นสูงชนชั้นกลางที่มีทั้งอำนาจรัฐและอำนาจทางเศรษฐกิจ สังคมมากกว่าปราบปรามอย่างหนัก จนกลุ่มและแนวคิดที่ก้าวหน้าของไทยไม่มีที่ยืนอยู่อย่างชัดเจนต่อเนื่อง เหมือนในบางประเทศได้
       
           พรรคการเมืองที่มีบทบาทของไทยในปัจจุบันล้วนแต่มีแนวคิดนโยบายแบบจารีตและเสรีนิยมแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา ที่เป็นประโยชน์ต่อคนรวยคนชั้นกลางมากกว่าเกษตรกร แรงงานรับจ้าง และผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย ผู้เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เนื่องจากประชาชนไทยส่วนใหญ่ยากจน ขาดความรู้ และจิตสำนึก อยู่กันอย่างกระจัดกระจาย ขาดการจัดตั้งองค์กร พวกเขาจึงไม่สามารถสร้างพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของพวกตนได้ มีพรรคเล็ก ๆ ของเกษตรกร คนงาน นักสหกรณ์ฯลฯอยู่บ้าง แต่พวกเขาไม่มีการจัดตั้งและฐานเสียงที่เข้มแข็งและไม่ได้คะแนนในการเลือก ตั้งมากพอที่จะได้ที่นั่งในสภา
       
           ปัญหาใหญ่คือเวลา นี้ประชาชนส่วนใหญ่ที่มีระดับการศึกษาและการรับรู้ข้อมูลข่าวสารคุณภาพต่ำ ถูกจูงใจด้วยอารมณ์ความรู้สึกความผูกพันส่วนตัวให้นิยมและเลือกตัวบุคคลจาก พรรคของนายทุนและชนชั้นกลางพรรคใดพรรคหนึ่ง เพียงเพื่อเงินทองและผลประโยชน์เฉพาะหน้าระยะสั้น และบ้างก็หลงเชื่อว่านักการเมืองจากพรรคของนายทุนและชนชั้นกลางเหล่านี้คือ พวกเดียวกับตนหรือเป็นคนพวกตนพึ่งพาได้ ทำให้นักการเมืองที่มีฐานเสียงที่มาจากอำนาจเงินและระบบอุปถัมภ์เชื่อมั่นตน เองสูง ถึงขนาดจะผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ข้อ เพื่อประโยชน์ของตนและพรรคพวกได้ด้วยเสียงข้างมากของพวกตน พวกเขาเชื่อว่าประชาชนที่เคยเลือกพวกตน อย่างไรเสียก็จะรับได้ และเมื่อมีการยุบสภาประชาชนกลุ่มนี้ก็จะเลือกพวกตนเข้ามาใหม่ ประชาธิปไตยที่เน้นการเลือกตั้งผู้แทนของไทยในปัจจุบันจึงเอื้อประโยชน์แก่นักการเมืองกลุ่มน้อยมากกว่าประชาชนส่วนใหญ่   
           แนวทางแก้ไขปัญหานี้คือ คนที่มีการศึกษาที่เข้าใจเรื่องการเมืองมากหน่อยต้องไปช่วยกันอธิบายให้ ประชาชนไทยส่วนใหญ่ตระหนักว่า งบประมาณที่รัฐบาล, ใช้ในโครงการต่าง ๆ นั้นล้วนมาจากเงินภาษี(รวมทั้งภาษีทางอ้อมทุกครั้งที่เราซื้อสินค้าและ บริการ) และรายได้จากทรัพย์สมบัติของส่วนรวม เช่นสัมปทานน้ำมัน แก๊ส คลื่นความถี่วิทยุโทรทัศน์ โทรศัพท์ ซึ่งก็คือของประชาชนทั้งนั้น ไม่ใช่ของรัฐบาลชุดไหน โครงการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมต่าง ๆ ที่ทำโดยภาครัฐเป็นสิทธิที่ประชาชนพลเมืองในฐานะผู้เสียภาษีและเจ้าของประเทศควรจะได้อยู่แล้ว ประชาชนไม่จำเป็นต้องรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณใครเลย
       

          เราควรอธิบายให้ประชาชนตระหนักว่า คำว่า พลเมือง หมายถึงคน ที่ตัดสินเข้ามาอยู่ร่วมกันในชุมชนเมือง ซึ่งมีการปกครองแบบนครรัฐหรือประเทศเดียวกัน ยอมเสียภาษี ปฏิบัติตามกฎหมายต่าง ๆ ทำตามหน้าที่ของพลเมือง เช่นผู้ชายถูกเกณฑ์ทหาร โดยถือว่าเป็นการทำสิ่งที่จำเป็นและเป็นประโยชน์ เพื่อที่พลเมืองทั้งหมดจะได้สิทธิเสรีภาพ เสมอภาคและได้ประโยชน์ร่วมกัน
       

           การที่ประชาชนตัดสินใจเข้ามาใช้ชีวิตร่วมกันแบบพลเมือง ยอมรับให้มีรัฐบาลทำหน้าที่บริหารบ้านเมือง ก็ด้วยความเชื่อมั่นหรือการมีสัญญาประชาคมต่อกันและกัน (เช่นในรัฐธรรมนูญส่วนที่ว่าด้วยสิทธิประชาชน สิทธิชุมชน) ว่ารัฐบาล นั้นจะต้องเป็นตัวแทนของพลเมืองที่ทำหน้าที่บริหารบ้านเมือง รวมทั้งการบริหารทรัพยากร, สาธารณสมบัติต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ของพลเมืองอย่างโปร่งใส เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพเพื่อส่วนรวม
       

          หากรัฐบาลชุดไหนบริหารประเทศอย่างทุจริตฉ้อฉล ที่หาผลประโยชน์ทับซ้อนเพื่อตัวเองและพรรคพวก แก้ปัญหาแบบฉาบฉวยหาเสียงเฉพาะหน้าไปวัน แต่สร้างความไม่สมดุลสร้างความไม่เป็นธรรม หนี้สินและปัญหาต่าง ๆ เพิ่มขึ้น พลเมืองในฐานะผู้เสียภาษีและเป็นเจ้าของทรัพยากรของประเทศร่วมกันมี สิทธิเสรีภาพที่จะวิพากษ์วิจารณ์ คัดค้าน เสนอแนะ ชุมนุมเรียกร้อง ดื้อแพ่งโดยสันติวิธี เข้าชื่อเรียกร้องให้มีการลงประชามติถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือแม้แต่รณรงค์ผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่ทำผิดสัญญาประชาคมที่ ได้ให้ไว้ต่อพลเมืองได้
            การรณรงค์ทางการเมืองโดยภาคประชาชนพลเมืองอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ เพราะถึงจะผลักดันรัฐบาลชุดหนึ่งออกไปก็ยังมีรัฐบาลหน้าใหม่แต่เนื้อหาเก่า เข้ามาได้อีก ต้องมีการผลักดันให้มีการปฏิรูป ระบบการศึกษา ปฏิรูปสื่อมวลชน องค์กรอิสระและองค์กรประชาชนต่าง ๆ ให้ทำหน้าที่ให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องสิทธิและหน้าที่พลเมืองแก่ คนไทยอย่างทั่วถึงเพิ่มขึ้น เพราะทุกวันนี้การศึกษาสอนแต่ความรู้ทางวิชาการ/วิชาชีพและสอนการเมือง /สังคมศาสตร์แบบจารีตนิยม สื่อมวลชนก็เสนอแต่ความบันเทิง แนวคิดจารีตนิยมและเสรีนิยมแบบเน้นการบริโภค
       
            เราจะต้องเปลี่ยนแปลงองค์ความรู้ความคิดจิตสำนึกให้ประชาชน ไทยส่วนใหญ่ได้รู้ความจริงว่าประชาชนพลเมืองนั้นเป็นเจ้าของทรัพยากร ธรรมชาติ และทรัพย์สมบัติแผ่นดินที่เป็นของส่วนรวม และเป็นผู้เสียภาษี(ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต ที่บวกไว้ในราคาสินค้าและบริการต่าง ๆ แล้ว) และรัฐบาลมีภาระหน้าที่ความผูกพันที่จะต้องบริหารงบประมาณทรัพยากรตลอดจนการใช้อำนาจออกกฎหมายเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่เท่านั้น เช่นต้องปฏิรูประบบภาษีและการคลัง ปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูปการเกษตร ธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อม ปฏิรูปการศึกษาฯลฯ เพื่อกระจายผลของการพัฒนาอย่างเป็นธรรม และเอาใจใส่ในการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรสภาพแวดล้อม เพื่อคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างยั่งยืนเพิ่มขึ้น เราจึงจะแก้ปัญหาวิกฤติทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองและพัฒนาประเทศให้เป็น ประชาธิปไตยได้อย่างแท้จริง
       
            เราต้องช่วยกันอธิบายให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าการเมืองมีความหมายกว้างกว่าเรื่องการเลือกผู้แทน คือหมายรวมถึงเรื่องความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจสังคมของประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ในเชิงสาธารณะหรือส่วนรวม ที่สำคัญคือเรื่องการเก็บภาษี การจัดสรรงบประมาณ การออกกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งประชาชนพลเมืองควรได้เรียนรู้และสร้างอำนาจต่อรองทางการเมือง ทั้งในการเลือกตั้ง การตรวจสอบควบคุมวิพากษ์วิจารณ์เจ้าหน้าที่รัฐ และการรณรงค์ทางการเมืองที่มุ่งให้เกิดประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่
            หากมองการเมืองในความหมายกว้าง การเมืองจะครอบคลุมเชื่อมโยงถึงเรื่องเศรษฐกิจและสังคมด้วย เพราะคนเราต้องสัมพันธ์กับคนอื่นในทางเศรษฐกิจ เช่นการผลิต, การแลกเปลี่ยน, จัดสรรและกระจายทรัพยากรและผลผลิต และต้องสัมพันธ์กับคนอื่นในทางสังคมวัฒนธรรม เช่นในเรื่องครอบครัว สถาบัน การศึกษา สาธารณสุข วิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม เราจะต้องมีการจัดการเรื่องเศรษฐกิจสังคมของประเทศอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพเป็นธรรม เราจึงจะตอบสนองความต้องการทั้งทางร่างกายและทางด้านสังคมจิตใจอารมณ์ของเราได้ดีและอยู่อย่างมีคุณภาพชีวิตได้ การปฏิรูปการเมือง เป็นเรื่องที่ต้องทำควบคู่ไปกับการปฏิรูปทางเศรษฐกิจและทางสังคมด้วย


            การเมืองในรัฐสภาที่มีการใช้เล่ห์เหลี่ยมและความฉ้อฉลอยู่มากนั้น เพราะประชาชนยังรู้ข้อมูลข่าวสารไม่เท่าทันนักการเมือง ถ้าประชาชนมีความรู้เรื่องการเมืองเศรษฐกิจและรู้เท่าทันนักการเมืองมากขึ้น ประชาชนจะผลักดันให้ นักการเมืองต้องเล่นตามกติกา เช่นรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ประเพณีต่าง ๆ อย่างตรงไปตรงมาเพิ่มขึ้น เป้าหมายหนึ่งของการจัดการศึกษาและการพัฒนาประเทศคือควรมุ่งไปสู่การปฏิรูป ระบบการเมืองเศรษฐกิจและสังคม เพื่อทำให้การเมืองต้องมีความตรงไปตรงมาอย่างมีเหตุผลและเป็นไปอย่างสันติ วิธีเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น
       

            เราควรดูตัวอย่างจากประเทศอื่น เช่นเกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ ฮ่องกงที่ ในสมัยก่อนก็เคยมีปัญหาความด้อยพัฒนาทางเศรษฐกิจการเมืองรวมทั้งการศึกษาไม่ ต่างจากไทย แต่ปัจจุบันหลายประเทศเขาสามารถแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศไปได้ดีกว่าไทย ถ้าคนอื่นทำได้ คนไทยก็ควรจะทำได้เช่นกัน เพราะถ้าเราไม่ลงมือทำ ประเทศไทยที่ขณะนี้อยู่ในสภาพที่แย่ลงกว่าในอดีตที่ผ่านมามากแล้ว จะยิ่งตกต่ำไปกว่านี้อีก

 

โดย ผู้จัดการ รายสัปดาห์  ๑๕ ต.ค. ๕๒