ธุรกิจเข้าถึงวัด ก่อกระแสการไล่ที | สภาองค์กรชุมชนกรุงเทพมหานคร

ธุรกิจเข้าถึงวัด ก่อกระแสการไล่ที

 สรุปผลคณะทำงาน กรณีการขับไล่ชุมชนในที่ดินศาสนา

“การไล่ที่ก่อความขัดแย้งทางสังคม วัดควรประนีประนอม และรัฐบาลมีนโยบายชัดเจน”

 

         คณะทำงานกรณีการขับไล่ชุมชนในที่ดินศาสนา  ได้รับมอบหมายจากมติที่ประชุม

คณะกรรมการประสานงานสนับสนุนการแก้ไขปัญหาชุมชนแออัด  กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์   ครั้งที่ 3/2550  เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม  2550  ให้ทำการศึกษาสถาณการณ์รวบรวมสรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับกรณีพิพาทระหว่างชุมชนและวัด/ศาสนสถาน

คณะทำงานประกอบด้วย   นายสิน   สื่อสวน( กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) นายเฉลิมพล  ชาญศิลป์ ( สำนักพัฒนาสังคม  กทม.) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ  สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน  เครือข่ายสลัม 4 ภาค มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ผ.ศ.ปฐมฤกษ์  เกตุทัต)                    

           คณะทำงาน ฯ ได้ประชุมร่วมกันเมื่อวันที่  16 พฤษภาคม  และ  6  มิถุนายน พ.ศ. 2550   ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์   สรุปผลได้ดังนี้

 

1)   ภาพรวมสถานการณ์

              1.1)    ข้อพิพาทเรื่องการขับไล่/ ฟ้องขับไล่  ชุมชน/ชาวบ้าน    ที่บุกรุก/เช่าอยู่ในที่ดิน  

ที่อยู่ในการครอบครองของศาสนา ปรากฏข้อเท็จจริงทั้งในที่ดินของวัดในทาง พุทธศาสนา และที่ดินคริสตจักรในคริสตศาสนา

               1.2)  ระยะเวลาการเริ่มต้นกรณีพิพาท     จากข้อมูลเบื้องต้นเท่าที่ปรากฏ ความขัดแย้ง

เริ่มขึ้นเมื่อประมาณช่วง พ.ศ. 2531 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

                  1.3)  ประเด็นหลักของความขัดแย้ง  ในหลายกรณีของความขัดแย้งขับไล่ชุมชน สืบเนื่องมาจาก  วัด/คริสตจักร ต้องการใช้ที่ดินในความ ครอบครองเพื่อประโยชน์ที่แตกต่างกัน  บางกรณีใช้เพื่อการพระศาสนา เช่นการก่อสร้างโบสถ์ วิหาร   บางกรณีใช้หารายได้เพื่อกิจการอื่นๆ เช่นก่อสร้างอาคาร พานิช  ปรับภูมิทัศน์เพื่อการท่องเที่ยว     บางกรณีเป็นโครงการรัฐในที่ดินของวัด   เช่น โครงการสร้างสวนสาธารณะ  ปรับภูมิทัศน์  เป็นต้น

                   1.4)  สถานะของการอยู่อาศัย      ผู้ที่อาศัยอยู่ในที่ดินศาสนสถาน ส่วนมากเป็นผู้เช่าอาคารพานิช ตึกแถว)  บางกรณีเช่าที่ดินเพื่อปลูกสร้างที่อยู่อาศัย  บางกรณีเป็นการเช่าช่วง  บางกรณีเป็นการบุกรุก     หลายกรณีเช่าอยู่ต่อเนื่องหลายชั่วอายุคน

                   1.5)   สถานะความเป็นชุมชน  ส่วนมากมีความสัมพันธ์ทางสังคมอย่างไม่เป็นทางการ

ไม่มีองค์กร   แต่หลายกรณีพบว่ามีการรวมตัวจัดตั้งเป็นองค์กรชุมชนตั้งแต่ก่อน มีกรณีพิพาท  หลายกรณีได้ทำการจดทะเบียนชุมชนกับหน่วยราชการ เช่น   กทม.    หลายกรณีรวมตัวเป็นชุมชนหลังจากเกิดกรณีพิพาท      หลายชุมชนเชื่อมโยงกิจกรรมกับเครือข่ายองค์กรประชาชน

                    1.6)  ความรุนแรงของสถานการณ์     แต่ละกรณีมีความรุนแรงต่างกัน   ความรุนแรง

ของสถานการณ์ขึ้นอยู่กับลำดับขั้นตอนของกระบวนการขับไล่และวิธีการของ ผู้ขับไล่  ลำดับความรุนแรงปรากฏพบตั้งแต่ การบอกเลิกสัญญาเช่าระยะยาว   การยกเลิกสัญญาเช่า/ให้ย้ายออก  การฟ้องคดี  การบังคับคดี   รวมทั้งการเผชิญหน้าด้วยความรุนแรงต่างๆกัน เช่นการข่มขู่คุกคาม  การประทุษร้าย  การบุกรื้อ ทุบอาคาร  การแจ้งจับ และการยุแหย่ให้คนในชุมชนขัดแย้งเผชิญหน้ากันเอง

                    1.7)  กระบวนการขับไล่    หลายกรณีพบว่าการขับไล่เริ่มจากเจ้าอาวาส/คณะกรรมการ

วัดมีดำริโครงการ  บางกรณีมีผู้จัดทำโครงการนำเสนอต่อวัด การขับไล่เริ่มต้นเมื่อมีการบอกเลิกสัญญาเช่า        ทางวัดมอบอำนาจให้ไวยาวัจกรดำเนินการ  ไวยาวัจกรได้มอบอำนาจต่อให้เอกชน/บริษัทผู้ดำเนินการโครงการฟ้องขับไล่

 

2)  สถานะของข้อมูล       

คณะทำงานฯพบว่าข้อมูลเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวมีความไม่สมบูรณ์หลายประการดังนี้ ;

 

                  2.1)  แหล่งข้อมูล   หลายหน่วยงานทั้งราชการ และองค์กรประชาชน ต่างมีข้อมูลที่

 กระจัดกระจายแยกกัน ผคม  กรุงเทพมหานคร   สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน   คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ        สำนักงานผู้ตรวจราชการแผ่นดินรัฐสภา   คณะกรรมาธิการวุฒิสภา  สภาทนายความ  สำนักงานราชเลขาธิการ     เครือข่ายสลัม 4 ภาค    เครือข่ายสิทธิที่อยู่อาศัย   เครือข่ายเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิด้านที่อยู่อาศัย     มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย   มูลนิธิชุมชนไท     ศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์         เป็นต้น

                   2.2)   จำนวนชุมชน/จำนวนผู้ได้รับผลกระทบ     ดังได้กล่าวแล้วข้างต้น หลายกรณี

ชาวบ้านยังมิได้รวมตัวเป็นชุมชน   หลายกรณีคดีได้ถึงที่สิ้นสุดและสลายตัวไปโดยไม่ปรากฏเป็นข่าว  หรือหาข้อยุติร่วมกันได้แล้ว จึงมิได้มีผู้รวบรวมข้อมูล สถิติเก็บไว้    นอกจากนั้น แหล่งข้อมูลแต่ละแหล่งอาจเรียกชื่อชุมชนต่างกัน(อาจเนื่องจากการเก็บข้อมูลต่างเวลากัน และชื่อชุมชนได้เปลี่ยนแปลงไปภายหลัง)    ในเรื่องจำนวนผู้ได้รับผลกระทบ พบว่าชุมชนที่มิได้มีการจัดตั้งองค์กร(หรือแม้ แต่ชุมชนที่จัดตั้งแล้ว) มิได้มีการสำรวจข้อมูลชุมชนในเชิงปริมาณ เช่นจำนวนหลังคาเรือน  จำนวนครัวเรือน จำนวนประชากร    ข้อมูลดังกล่าวก็มักจะเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา     เมื่อเกิดกรณีพิพาทประชากรส่วนหนึ่งมีการทยอยรื้อย้ายออก ประชากรกลุ่มนี้เป็นผู้ได้รับผลกระทบที่ไม่ปรากฏตัวเลขสถิติชัดเจน    สถิติที่ปรากฏมักเป็นผู้ที่มิได้ย้ายออกและเป็นผู้ต้องคดี    ดังนั้นข้อมูลที่มีอยู่จึงมิใช่ตัวเลขของผู้ที่ได้รับผลกระทบที่แท้จริง

                   2.3)   เจ้าของที่ดิน   หลายชุมชนตั้งอยู่บนที่ดินหลายเจ้าของทั้งที่ดินเอกชน/ราชการ/

 และวัด       แหล่งข้อมูลบางแหล่งอาจจัดกลุ่มรวมไว้กับที่ดินราชการหรือเอกชน  ในทางตรงกันข้าม หลายชุมชนตั้งอยู่ในที่ดินเอกชน/หรือราชการแต่ใช้ชื่อวัดที่อยู่ข้างเคียงเป็นชื่อชุมชน  จึงเกิดความสับสนในฐานข้อมูล                

                                                     

3)   แนวโน้มของสถานการณ์

                จากข้อมูลเท่าที่ปรากฏพบว่ากรณีดังกล่าวเริ่มขึ้นอย่างน้อยตั้งแต่ พ.ศ. 2531( เป็นไปได้ว่าข้อพิพาทดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นนานมาแล้ว   แต่ไม่ปรากฏ ข่าว/ข้อมูล)   และตัวเลขเพิ่มมากขึ้นช่วง พ.ศ. 2546-47 จนถึงปัจจุบัน   เป็นที่น่า สังเกตว่ากรณีดังกล่าวมักเกิดขึ้นในเขตเมืองมากกว่าในชนบท (ข้อมูลส่วนใหญ่  อยู่ในเขตกรุงเทพ ฯ อาจเป็นไปได้เช่นกันว่ากรณีดังกล่าวเกิดในเขตเมืองในจังหวัดอื่นๆแต่ไม่ปรากฏข้อมูล)     พื้นที่/ย่านที่เกิดกรณีดังกล่าวมักเป็นย่านที่ มีศักยภาพในทางเศรษฐกิจ เช่น  ย่านธุรกิจ ย่านพานิชยกรรม ที่มีการขยายตัวสูง      ย่านดังกล่าวมักเป็นโครงการก่อสร้างอาคารพานิช(ซึ่งเป็นไปได้ว่าโครงการเหล่านั้นเป็นโครงการร่วมทุน ดังนั้นวัดและที่ดินศาสนาจึงกลายเป็นแหล่งที่ดินในเมือง ที่มีจำนวนมาก ราคาถูก ง่ายต่อการเข้าถึง และปลอดจากกฎระเบียบทางราชการ)    เช่นเขตยานนาวา สาทร พระรามสาม  เป็นต้น

ในทางตรงกันข้าม  ย่านเมืองเก่าซึ่งเป็นเป้าหมายของธุรกิจการท่องเที่ยวก็มี แนวโน้มรุนแรงมากขึ้นในอนาคต   โครงการในย่านดังกล่าวมักเป็นโครงการของวัด/โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐ/ราชการ    เพื่อจัดภูมิทัศน์  สิ่งอำนวยความสดวกแก่นักท่องเที่ยว  เช่น เขตธนบุรี  บางกอกใหญ่ บางกอกน้อย   ขณะเดียวกันวัดบางวัดก็มีศักยภาพทางการท่องเที่ยวด้วยตัวเอง  เช่นเป็นแหล่ง จาริก  มีวัตถุ/สถานที่เคารพสำคัญ  มีศิลปกรรมงดงาม/แปลก/หายาก หรือมีเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียง เป็นต้น   ย่านที่มีโครงการพื้นฐานขนาดใหญ่  เช่นการตัดถนน/ขยายถนน โครงการรถไฟฟ้า ฯลฯ    ก่อให้เกิดศักยภาพทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น  ย่านในลักษณะ  ดังกล่าวก็มีแนวโน้มในอนาคต

                เป็นที่น่าสังเกตว่าจำนวน/สถิติ/ตัวเลขของกรณีพิพาทระหว่างชุมชนและวัดน่าจะมีส่วนสัมพันธ์กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ   การลงทุน และ  โครงการด้านสาธารณูปโภคของรัฐที่มีต่อย่านในเขตเมืองใหญ่

 

4)  ผลกระทบ

                  4.1)   ผลกระทบต่อบุคคล/ครอบครัว   การขับไล่/ไล่รื้อ ไม่ว่าจะสืบเนื่องจากสาเหตุใด   ใครเป็นเจ้าของที่ดิน   ย่อมมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตของบุคคลและสมาชิกในครอบครัวทั้งสิ้น  หากไม่นับถึงความผูกพันที่มีต่อสถานที่/ย่าน  ความคุ้นเคยต่อสถานที่และผู้คน  ประวัติศาสตร์ครอบครัว     ผลกระทบเริ่มตั้งแต่การหาที่อยู่ใหม่  รายได้/เงินออม/แหล่งกู้ยืมเงิน เป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ผู้ถูกขับไล่ไม่มีโอกาส เลือกถิ่นที่อยู่ได้โดยอิสระ    การปรับตัวให้เข้ากับสถานที่/สิ่งเวดล้อมทางสังคมหม่   เป็นปัญหาที่พบว่าเกิดขึ้นกับเด็ก/เยาวชน   นับตั้งแต่เพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมชั้นเรียนในโรงเรียนใหม่  บางกรณีนำไปสู่การขาดเรียน/หนีเรียน     

ครอบครัวที่ประกอบกิจการค้าขนาดเล็ก ย่อมได้รับผลกระทบในเรื่องอาชีพสูง    การสูญเสียลูกค้าประจำ  การต้องอาศัยอยู่ในย่านที่ไม่เอื้อต่อการค้าขายที่ตนถนัด    การที่จะต้องแสวงหาลูกค้าประจำชุดใหม่  ทั้งนี้รวมถึงการต้องลงทุนใหม่ด้วย        การที่วัดเริ่มหารายได้จากการท่องเที่ยวส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของ ชุมชนอย่างเห็นได้ชัด(ซึ่งปรากฏในงานวิจัย/วิทยานิพนธ์ หลายชิ้น)    บางกรณี พบว่า  การที่วัดให้เอกชนเข้ามาดำเนินการหารายได้ เช่นขายของที่ระลึก ธูปเทียน  ดอกไม้  ทำให้ชาวบ้านที่ประกอบอาชีพอาชีพดังกล่าวมาเป็นเวลานาน ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งต่อครอบครัวและระบบออมทรัพย์ของชุมชน  หลายกรณี  ซึ่งผู้ถูกขับไล่ย้ายไปอยู่อาศัยแถบชานเมือง  เนื่องจากรายได้/เงินออมไม่มากพอที่จะเลือกทำเลอาศัยอยู่ในเมือง ทำให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่า ดำรงชีพ เพิ่มสูงขึ้นจนส่งผลต่อคุณภาพชีวิต   ในหลายกรณี ผลกระทบทางด้านจิตวิทยาผู้สูงอายุอยู่ในขั้นรุนแรง    หลายชุมชน พบอาการกังวลซึมเศร้า หวาดผวา  รวมถึงสูญเสียชีวิตในผู้สูงอายู

 

                  4.2)    ผลกระทบต่อชุมชนและย่าน       หลายชุมชนอาศัยสืบต่อเนื่องหลายชั่วอายุคน   สภาพดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านและผู้คนในย่าน   ความสัมพันธ์ดังกล่าวนำไปสู่กิจกรรมร่วมกันในชุมชน/ย่าน (แม้จะไม่มีการจัดตั้งเป็น องค์กรชุมชนอย่างเป็นทางการ) ธรรมเนียมปฏิบัติ   ตลอดจนกลายเป็นเทศกาลประจำชุมชนและย่าน        กระบวนการทางสังคม-วัฒนธรรมเหล่านี้เป็นต้น   กำเนิดประชาสังคมโดยธรรมชาติ ซึ่งทำให้ผู้คนมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาชุมชน  โดยที่สมาชิกในชุมชนสามารถแบ่งเบาภาระของรัฐในหลายกรณี เช่น   การป้องกันอาชญากรรม  ยาเสพติด การรักษาความสะอาด ฯลฯ     การสลายตัวของชุมชนเป็นการสูญเสียต้นทุนทางสังคมอย่างรุนแรง   ยิ่งไปกว่านั้นลักษณะเด่นทางประวัติศาสตร์-สังคม-วัฒนธรรมของชุมชนและย่าน   เป็นทรัพยากรสำคัญทางการท่องเที่ยวโดยที่รัฐไม่ต้องลงทุนสร้างขึ้นใหม่  ความหลากหลายของกลุ่มคน/วัฒนธรรมย่อย/ความเชื่อ/ธรรมเนียม/ประเพณี  เป็นประหนึ่งห้องเรียนทางสังคม เป็นแหล่งเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนท่ามกลางความแตกต่างหลากหลาย   เช่นย่านหลังวัดกัลยาณมิตร-กุฎีจีน

                  4.3)     ผลกระทบต่อสังคมโดยรวม      การเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์- สังคม-                                วัฒนธรรม    มิได้ส่งผลกระทบที่ปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนดังเช่นภัย พิบัติ แต่เป็นผลกระทบระยะยาวต่อเนื่องที่ไม่อาจปลูก/สร้างสร้างทดแทน ภายหลังได้      ประวัติศาสตร์/วัฒนธรรม/วิถีชีวิต ฝังรากลึกอยู่ในตัวคน ผ่านกระบวนการสืบทอด/เล่าขาน/สั่งสอน/ขัดเกลาตั้งแต่ในครอบครัว/ชุมชน  สังคม    การอนุรักษ์ตึกรามอาคารต่างๆก็ไม่อาจอนุรักษ์สิ่งเหล่านั้นไว้ได้   การสูญเสียชุมชนย่อมส่งผลต่อย่านและสังคมโดยรวมทั้งทางด้านสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ อย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก

 

                        4.4)   ผลกระทบต่อสถาบันศาสนา  ศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองและดำรงอยู่ได้ ก็ด้วยพึ่งพาศรัทธาที่ประชาชนมีต่อสถาบันดังกล่าว    ปรากฏการณ์สังคมปัจจุบันนับตั้งแต่พฤติกรรมอันไม่เหมาะสมของสงฆ์/นักบวชที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ   ความเคลื่อนไหวของ  กลุ่มสงฆ์และฆารวาสในการเรียกร้องให้บัญญัติพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาในรัฐธรรมนูญ      รวมทั้งกรณีการขับไล่ชุมชน  เป็นสิ่งที่ขัดต่อความรู้สึก/ศรัทธา  ย่อมส่งผลกระทบต่อสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบสร้างคุณประโยชน์ต่อสังคมจำนวนมาก  รวมทั้งต่อความมั่นคงของพระศาสนาในระยะยาว

                            

5)   การแก้ไข     

ปัญหาที่กล่าวมาเป็นเรื่องซับซ้อนและละเอียดอ่อนเกี่ยวพันกับความเชื่อมั่นศรัทธา  ขณะเดียวกันก็เกี่ยวข้องกับความลำบากทุกข์ยากของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยตรง   การแก้ไขปัญหาจำเป็นต้องมีกรอบแนวคิดที่เหมาะสม  ผู้รับผิดชอบที่ เข้าใจประเด็นปัญหา   ฐานข้อมูลที่ครบถ้วน  กลไกที่มีพลังในการผลัดดัน  ความ ร่วมมือระหว่างองค์กรที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วนและจริงใจต่อการแก้ปัญหา  และเป็นข้อปัญหาที่ไม่อาจแก้ไขได้ในระยะเวลาอันสั้น

 

                             คณะทำงานฯ เห็นว่า กระบวนการแก้ปัญหาควรมีแนวทางและขั้นตอนดังนี้

 

             5.1)    กลไกในการแก้ปัญหาควรจัดในรูปคณะกรรมการเฉพาะเรื่อง ที่ประกอบด้วยองค์กรที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยราชการ  กระบวนการยุติธรรม  คณะสงฆ์(มหาเถรสมาคม สภา คริสตจักร ฯลฯ)  องค์กรประชาชน  นักวิชาการ ฝ่ายบริหาร  คณะกรรมการดังกล่าว   อาจแต่งตั้งอนุกรรมการตามความจำเป็น

            การกำหนดกรอบความคิด/ความเข้าใจปัญหาอย่างแท้จริงร่วมกัน เป็นพื้นฐานสำคัญ   ในการแก้ปัญหาของคณะกรรมการชุดดังกล่าว      การใช้หลักการเจรจา/   ประนีประนอม หาทางออกซึ่งเป็นธรรมเป็นแนวทางที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงการ เผชิญหน้าและการใช้ความรุนแรง       การใช้มาตรการทางกฏหมายเพียงลำพัง ไม่อาจแก้ปัญหาความเดือดร้อนของผู้ถูกขับไล่ได้    วิธีการปฎิบัติจำเป็นต้องปรับไปตามสถานการณ์   เช่น การเข้าถึงคู่กรณีอย่างไม่เป็นทางการเพื่อ  เจรจาต่อรอง  เสนอทางเลือกที่สาม    ทว่าผู้รับผิดชอบ/ประธาน       คณะกรรมการ ต้องเข้าถึงอำนาจในการก่อให้เกิดเวทีเจรจากับคู่กรณีโดยตรง(อำนาจดังกล่าวอาจผ่านองค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่นผ่านมหาเถรสมาคม  สภาคริสตจักร   ฯลฯ)

 

             5.1)    การแก้ปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้า     จากข้อเท็จจริงที่พบว่าหลายชุมชนกำลังถูกขับไล่    ต้องคดี  ความเดือดร้อนเฉพาะหน้าดังกล่าว จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็ว   การสร้างกลไกเพื่อระงับความเดือดร้อนเร่งด่วนเป็นสิ่งจำเป็น   กลไกดังกล่าวต้อง ประกอบด้วยองค์กรที่เกี่ยวข้อง ที่สามารถระงับเหตุพิพาทเร่งด่วนเพื่อให้เกิดการ เจรจา/ต่อรอง หาข้อยุติที่เป็นธรรม  กลไกดังกล่าวอาจจัดตั้งในรูปคณะอนุกรรมการ   การใช้แนวทางอื่นๆเพื่อระงับเหตุและความรุนแรง  เช่นผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น/เจ้าหน้าที่ตำรวจ   หรือผ่านกระบวนการยุติธรรม  ให้เกิดการเจรจาต่อรองนอกศาล/ก่อนดำเนินการพิจารณาคดี

 

           5.2)      การแก้ปัญหาระยะยาว   การแก้ปัญหาการขับไล่ชุมชนในที่ดินศาสนา จำเป็นต้องมีนโยบายที่ปฏิบัติต่อเนื่องแม้เปลี่ยนคณะรัฐบาล/ผู้บริหาร    การเสนอให้เกิด เป็นมติคณะรัฐมนตรีเป็นทางหนึ่ง

 

               ฐานข้อมูล   การแก้ปัญหาระยะยาวจำเป็นต้องมีข้อมูลที่ครบถ้วนทันสมัย เพื่อวิเคราะห์ปัญหาต่างๆ ตามข้อเท็จจริง  และต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลได้เท่าที่จำเป็น

                คณะกรรมการดังกล่าวควรศึกษาปัญหาที่มีผลกระทบต่อชุมชน-สังคมด้านอื่น ๆ ประกอบด้วย  เช่นการไล่รื้อโรงเรียนที่ตั้งอยู่ภายในเขต/ที่ดินวัด  การรื้อเมรุฌาปนกิจ ศพ เพื่อใช้พื้นที่ในกิจการอื่นๆ  ซึ่งส่งผลกระทบต่อชุมชนและย่านโดยตรงเช่นเดียวกัน          

               การกำหนดประเด็นปัญหา/ข้อขัดข้อง เป็นเรื่องจำเป็น เช่นเดียวกับความเข้าใจในเรื่องกฎระเบียบ/ข้อบังคับ/ข้อปฏิบัติ ของหน่วยราชการต่างๆ  เพื่อนำไปสู่การปรับ ปรุงกฎเกณฑ์เหล่านั้นให้เกิดความเป็รธรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีรายได้น้อย   ในทางตรงกันข้ามกฎระเบียบต่างๆที่มีอยู่และสอดคล้องกับการแก้ปัญหาก็ต้องถูกนำมาใช้อย่างเป็นธรรม

 

           การกำหนดเป็นนโยบายการใช้ที่ดินที่ถือครองโดยองค์กรศาสนา   การจัดประโยชน์                         ของวัด  อำนาจวัด/เจ้าอาวาสในทางกฎหมาย (เช่น ความเป็นนิติบุคคลของวัด ฯลฯ)                

       กระบวนการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับที่ดินวัด/ศาสนสมบัติ     รวมถึงภาระหน้าที่ของรัฐในการสนับสนุนกิจการพระศาสนาและวัดในด้านงบประมาณที่เหมาะสม เพียงพอ     การพัฒนาบุคคลากรที่เกี่ยวข้อง เป็นสิ่งที่ต้องกำหนดอย่างชัดเจนเป็น ธรรม   

 

              ข้อพิจารณาอื่นๆ   การแก้ปัญหาระยะยาวจำเป็นต้องเข้าใจบริบทความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงไประหว่าง รัฐ/สถาบันศาสนา/ชุมชน-สังคม อย่างแท้จริง    ในอดีตวัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน เป็นที่พึ่งพิงของประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย      แต่สภาพความเป็นจริงปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไป   ขณะที่วัดมิได้เป็นที่พึ่งพิงของสังคมดังในอดีต    รัฐ/ชุมชน/สังคมเองก็ห่างเหิน/ละทิ้งวัด   สภาวะดังกล่าวทำให้วัดจำนวนมากจำเป็นต้องดิ้นรนเพื่ออยู่รอด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัดในเขตเมืองใหญ่หลายวัดที่ตั้งอยู่ท่ามกลางย่านธุรกิจ ศูนย์การค้า จำเป็นต้องปรับตัวอย่างมาก

   

ประเด็นนโยบาย: 
เมกะโปรเจกต์/ที่อยู่อาศัย