ดวงปัญญาแห่งภาคพื้นตะวันออก -แบบอย่างผู้นำที่มีความสามารถ อุทิศตนเพื่อแผ่นดิน | สภาองค์กรชุมชนกรุงเทพมหานคร

ดวงปัญญาแห่งภาคพื้นตะวันออก -แบบอย่างผู้นำที่มีความสามารถ อุทิศตนเพื่อแผ่นดิน

 120 ปีกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ "ดวงปัญญาแห่งภาคพื้นตะวันออก"ž

หากพลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ หรือพระนามเดิม หม่อมเจ้าวรรณ ไวทยากร วรววรรณ ยังทรงมีพระชนมายุถึงปัจจุบัน พระองค์ก็จะทรงครบรอบ 120 ปี วันที่ 25 สิงหาคม 2554  เป็นประธานสถาบัณบัณฑิตบริหารศาสตร์คนแรก


แต่เมื่อทรงลาลับล่วงแล้ว เหลือไว้แต่ผลงานอันเป็นคุณค่าของแผ่นดิน ซึ่งคนไทยทั้งหลายยังคงตระหนักและระลึกถึง
ท่านผู้หญิงวิวรรณ (วรวรรณ) เศรษฐบุตร ธิดาคนเดียว กล่าวในโอกาสคล้ายวันประสูติของเสด็จในกรมฯ ว่า ปีนี้กระทรวงการต่างประเทศได้ทำบุญเลี้ยงพระและจัดเสวนาทางวิชาการสดุดีพระเกียรติกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ในฐานะที่เสด็จในกรมฯ ทรงเป็นนักการทูตที่ยิ่งใหญ่ และมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับการทูตและการต่างประเทศมาเกือบตลอดพระชนม์ชีพ กระทั่งได้รับการยกย่องจากเวทีทางการทูตโลกให้ดำรงตำแหน่งประธานในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ


ทรงเป็นคนไทยคนแรกและคนเดียวที่ได้นั่งเก้าอี้อันทรงเกียรติจวบจนถึงปัจจุบันพระกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติได้สร้างคุณูปการให้กับประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง และในต่างประเทศทรงได้รับการยกย่องเป็น "ดวงปัญญาแห่งภาคพื้นตะวันออก"


ท่านผู้หญิงเล่าว่าพระพักตร์ที่ยิ้มแย้มอยู่เสมอของพระองคท่านเคยสลายภาวะตึงเครียดเรื่องลดอาวุธในเวทีโลก เปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะครืนขึ้นได้ เมื่อผู้แทนสหภาพรัสเซียลุกขึ้นกล่าว "ท่านทั้งหลายเห็นหรือไม่ว่า Prince Wan ทรงเห็นชอบด้วยกับข้าพเจ้า"


พระองค์ทรงอธิบายการแย้มพระสรวล ว่าที่ผู้แทนโซเวียตกล่าวว่าข้าพเจ้าเห็นชอบด้วยนั้นไม่ปลอดภัยนัก เพราะตามปกติข้าพเจ้าก็ยิ้มอยู่เสมอ และข้าพเจ้าก็มาจาก
Land of Smile (สยามเมืองยิ้ม)" ปรากฏว่าความตึงเครียดหายไปทันที


ในความเป็นอัจฉริยะ เป็นปราชญ์ในวิชาการหลาย ๆ ด้าน ไม่เฉพาะเป็นนักการทูตชั้นเอก ยังทรงเชี่ยวชาญในด้านการบริการ ด้านภาษาศาสตร์ ทรงบัญญัติศัพท์ ทรงปรีชาสามารถในการถอดรหัสคำจากภาษาต่างประเทศเป็นคำไทยได้อย่างลงตัวจนเป็นที่ยอมรับและใช้กันต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน


ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจโดยไม่เคยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนพระองค์แต่ประการใด หากมีปัญหาก็ทรงหาทางแก้ไข หรือไกล่เกลี่ย หรือถ้ามีผู้โจมตีกล่าวหาใส่ร้าย ท่านจะไม่ทรงโต้ตอบ นี่คือคุณลักษณะที่ได้รับยกย่องและกล่าวขวัญถึงมากที่สุด


ท่านผู้หญิงวิวรรณกล่าวถึงแนวทางการทรงงานของเสด็จในกรมฯ ทรงอ้างแนวทางการทูตของ Sir Ernest Satow เป็นหลักในการปฏิบัติงานมาโดยตลอดว่า "การทูตเป็นการใช้เชาวน์และความแนบเนียน ในการดำเนินความสัมพันธ์ทางราชการระหว่างประเทศ" ทรงแนะนำว่า ความแนบเนียน หรือ "แทกต์" นั่นหมายความว่า การเข้าคนได้สนิท ต้องผูกมิตร รู้จักนิสัยใจคอของนักการทูตจากประเทศอื่น ๆ ที่ติดต่อเจรจากันอยู่


ด้วยแนวคิดและวิธีการที่แนบเนียน และทรงใช้จิตวิทยาแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้ง ทำให้ฝ่ายตรงข้ามยอมทำตามข้อเรียกร้องแบบไม่รู้สึกเสียผลประโยชน์และเสียหน้า


ยกตัวอย่าง การเจรจาอนุสัญญาอินโดจีน พ.ศ. 2469 มูลเหตุความขัดแย้ง
แม่น้ำโขงŽ เป็นครั้งแรกที่ทรงเป็นผู้เจรจาต่อรองโดยตรงในฐานะปลัดกระทรวงการต่างประเทศ


การเจรจาครั้งนั้นสามารถเปลี่ยนแนวทางการเจรจาจาก "แม่น้ำระหว่างประเทศ" เป็น "แม่น้ำแบ่งเขตแดน" ได้ โดยการพิจารณาทางจิตวิทยาฝ่ายตรงข้าม ทำให้ฝรั่งเศสที่เคยจะฮุบแม่น้ำโขงทั้งหมด ยอมใช้การแบ่งเขตโดยยึดเกาะกลางแม่น้ำและร่องน้ำลึกแทน


"นักการทูตควรพัฒนาไมตรีจิตก่อน จากนั้นความเข้าใจอันดีจะตามมา ปัญหาของความสำเร็จอยู่ที่ความเข้าใจในปัญหา"


แนวทางการทูตที่เฉียบแหลมเยี่ยงนี้ สมควรที่นักการทูตไทยควรจดจำไปเป็นเยี่ยงอย่าง
เนื่องจากเสด็จในกรมฯทรงได้รับยกย่องมาโดยตลอดว่า ทรงเป็นนักประนีประนอมที่สามารถแก้ไขภาวะชะงักงันในการประชุม และนำความสำเร็จมาสู่การเจรจา


เสด็จในกรมฯทรงรับฟังความเห็นของทุกฝ่าย โดยไม่ได้ขัดต่อหลักการ "หารร่วมมาก" เป็นสูตรแสวงหาแนวทางร่วมกันให้ได้มากที่สุดเมื่อมีการขัดกันอยู่ อันจะทำให้ปรองดองง่ายขึ้น


คุณลักษณะประนีประนอมของพระองค์ เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทุกรัฐบาลไว้วางใจพระองค์
คำบอกเล่าของธิดาคนเดียวในพระองค์วรรณ


กิจวัตรประจำวันที่ท่านพ่อทรงปฏิบัติเป็นประจำคือทรงอ่านหนังสือพิมพ์ทุกฉบับทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ การทรงพระอักษรและตำราคือที่อยู่อันแท้จริงของพระทัยตลอดมา



"หนังสือที่ท่านพ่อทรงขาดไม่ได้คือ พจนานุกรมบาลีและสันสกฤต ตำรับตำราจะตั้งอยู่เต็มห้อง และไม่โปรดให้ใครไปแตะต้องโดยเด็ดขาด เพื่อทรงอ่านและคิดค้นคำใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา โปรดจะตั้งชื่อคนหรือสถาบันที่มีผู้มาขออยู่เรื่อย ๆ"


สิ่งหนึ่งที่ท่านพ่อทรงชื่นชอบ คือ การนิพนธ์เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จึงทรงทำหนังสือพิมพ์ ใช้ชื่อว่า
ประชาชาติŽ นิพนธ์เกี่ยวกับสถาน การณ์ของสงครามโลกครั้งที่ 2 ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ทรงใช้ชื่อหัวเรื่องว่า ไขข่าวŽ โดย ไววรรณŽ ทรงปฏิบัติราชการหนักมาก แต่ก็ยังทรงมีเวลานิพนธ์เรื่องราวต่าง ๆ ลงในหนังสือพิมพ์ประชาชาติ ซึ่งมีหม่อมพร้อยสุพิณ (สกุลเดิมบุนนาค) ชายา เป็นประธานกรรมการของบริษัท และเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ประชาชาติในขณะนั้น มีสำนักงานตั้งอยู่ที่ถนนหลานหลวง ใครที่สนใจประวัติศาสตร์ช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สามารถหาข้อมูลย้อนหลังได้จากคอลัมน์ "ไขข่าว" ซึ่งหอสมุดแห่งชาติยังเก็บไว้เป็นอย่างดี เสด็จในกรมฯทรงนิพนธ์ไว้หลายฉบับทีเดียว


นอกจากนี้เสด็จในกรมฯยังทรงเมตตานักหนังสือพิมพ์ไทย ทรงนัดนายโจว เอิน ไหล นายกรัฐมนตรีของจีน ให้นักหนังสือพิมพ์ไทยได้สัมภาษณ์ ในการประชุมระหว่างประเทศที่บันดุง อินโดนีเซีย ถือเป็นครั้งแรกของนักหนังสือพิมพ์ไทย

พระองค์วรรณŽ ทรงมีพระกรุณาธิคุณต่อวิชาชีพหนังสือพิมพ์ เคยรับสั่งว่า "นักหนังสือพิมพ์เป็นวิชาชีพหนึ่งซึ่งต้องใช้ความสามารถและความอดทนเป็นพิเศษ จึงจะทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพนี้สำเร็จลุล่วงไปได้"


ด้วยเหตุที่เสด็จในกรมฯทรงงานหนังสือพิมพ์ จึงเกิดแรงบันดาลใจในการบัญญัติศัพท์เพื่อความเจริญก้าวหน้าของภาษาไทยและมีคำศัพท์เทคนิค ศัพท์เฉพาะทางมากขึ้น การจะนิพนธ์งานให้คนไทยเข้าใจจึงกลายเป็นความจำเป็นระดับประเทศ


วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2485 มีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง "ราชบัณฑิต" ขี้นเป็นครั้งแรก กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์เป็นราชบัณฑิตหมายเลข 1 ทรงเป็นนายกราชบัณฑิตพระองค์แรก งานชิ้นแรกที่ทรงบุกเบิกและสร้างสรรค์คือพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2493 และทรงบัญญัติศัพท์ภาษาไทยที่มีศัพท์เทคนิคเฉพาะวิชาเกิดขึ้นมากมาย


จึงนับว่าเสด็จในกรมฯทรงเป็นผู้จุดดวงประทีปงานบัญญัติศัพท์ของราชบัณฑิตยสถานโดยแท้ ทรงกล่าวถึงเหตุผลที่ต้องบัญญัติศัพท์ภาษาไทยคำใหม่ขึ้นใช้แทนศัพท์ภาษาอังกฤษ ว่า "ในการจะเข้าถึงประชาชนนั้น เราจะใช้คำอังกฤษซึ่งยังไม่ได้ซาบซึ้งเข้าไปในระบบความคิดของเรานั้นไม่ได้ ถ้าเราหาคำไทยได้ก็ยิ่งดี แต่ถ้าเราหาไม่ได้ก็หันหน้าเข้าหาคำบาลี-สันสกฤต.."

เสด็จในกรมฯ ได้อธิบายว่าการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง คำว่า ระบอบŽ นำมาจากคำไทย 3 คำ คือ ระเบียบ ระบบ ระบอบ ส่วนคำว่า revolution ไทยเรามีคำผสมว่า "การพลิกแผ่นดิน" ซึ่งจะใช้แปลในความหมายอื่นลำบาก จึงคิดคำศัพท์ "ปฏิวัติ" โดยอาศัยหลักอย่างเดียวกัน


นอกจากนี้ยังได้เปลี่ยนแปลงในรูปละมุนละม่อมยิ่งขึ้นคือคำว่า Reform เสนอว่าใช้ "ปฏิรูป" ซึ่งถูกโจมตีอย่างหนัก เพราะคำว่าปฏิรูปในภาษาบาลีหมายความว่า ปลอมแปลง จึงต้องชี้แจงว่า "ปฏิรูปการี" ไม่ใช่ผู้ปลอมแปลง แต่เป็นผู้จัดการให้ถูกต้อง


ไม่เพียงคิดค้นคำยังทรงคำนึงถึงเสียงและจังหวะที่ให้ความสำคัญมาก เช่น culture ได้ใช้รูปแบบของสันสกฤต "พฤติธรรม" แต่พอได้เขียนบทความอยู่ รูปบาลี "วัฒนธรรม" ก็มาดลใจให้ใช้คำนี้แทนจนติด


อย่างไรก็ตามพระองค์วรรณฯย้ำเสมอว่า การคิดศัพท์ทำตามใจชอบผู้คิดศัพท์ไม่ได้ จะต้องมีความหมายที่ต้องการ และยิ่งไปกว่านั้นจะต้องมีรูปอันเป็นที่ยอมรับแก่อัจฉริยลักษณ์ของภาษาอีกด้วย

มีพระดำรัสว่า "ข้าพเจ้าใช้เวลา 14 ปี กว่าจะคิดคำว่า อุปสงค์ (demand) และอุปทาน (supply)"
นอกจากบัญญัติศัพท์แล้ว พระองค์วรรณฯยังทรงชุบชีวิตศัพท์ตายแล้วให้ฟื้นกลับมาใช้ใหม่ เช่นคำว่า "ฯพณฯ ท่าน" และคำสุดท้ายที่ทรงบัญญัติก่อนสิ้นพระชนม์คือคำว่า "มลพิษ" เป็นงานที่พระองค์วรรณฯทรงทุ่มเทพระวรกายจวบจนวาระสุดท้ายของพระชนมชีพ


แม้แพทย์จะให้งดงานทุกอย่างก็ไม่ทรงขัดข้อง ยกเว้นแต่การประชุมร่วมกับราชบัณฑิตยสถาน เสด็จในกรมฯไม่ได้มาประชุมบัญญัติศัพท์เพียงสองครั้งเท่านั้น ราชบัณฑิตยสถานก็ทราบข่าวว่าได้สิ้นพระชนม์แล้วเมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2519 มีพระชันษา 85 ปี


ท่านผู้หญิงวิวรรณกล่าวย้อนกลับไปในอดีต "เมื่อพ้นหน้าที่ราชการแล้ว ท่านพ่อโปรดใช้ชีวิตอย่างสงบ แต่ทรงสนพระทัยในเหตุบ้านการณ์เมืองจากสื่อต่าง ๆ ในสมัยนั้น หากมีคนเข้ามาทูลถามเรื่องวิชาความรู้เกี่ยวกับการทูต, ภาษาไทย, บัญญัติศัพท์ ท่านจะทรงอธิบายอย่างละเอียดถี่ถ้วน"


ขณะนี้ท่านผู้หญิงวิวรรณร่วมกับราชบัณฑิตสถาน กำลังจัดทำหนังสือรวบรวมคำศัพท์ที่เสด็จในกรมฯทรงบัญญัติ และบทบาทของเสด็จในกรมฯในฐานะการทูต เพื่อเป็นการเผยแพร่งานของพระองค์ท่านและเพื่อรำลึกถึงวันประสูติครบ 120 ปี ที่ทรงเป็นบุคคลที่สังคมโดยรวมให้การยกย่องสรรเสริญ แม้แต่ยูเนสโกยังประกาศยกย่องให้เป็นบุคคลดีเด่นในด้านวัฒนธรรมระดับโลก

สุชาฎา ประพันธ์วงศ์ : เรื่อง
สมจิตร ใจชื่น : ภาพ

ประทานชื่อ หนังสือพิมพ์ประชาชาติž
ท่านผู้หญิงวิวรรณ (วรวรรณ) เศรษฐบุตร
เล่าถึงเสด็จในกรมฯกับหนังสือพิมพ์ประชาชาติ ว่าหลังจากเป็นเจ้าของประชาชาติ โดยมีหม่อมพร้อยสุพิณ (บุนนาค) ชายา เป็นประธานกรรมการบริษัท อีกหลายปีต่อมา เสด็จในกรมฯทรงเซ็นยกหัวหนังสือพิมพ์ "ประชาชาติ" ให้กับ นายขรรค์ชัย บุนปาน เมื่อครั้งที่นายขรรค์ชัยเข้ามาขอประทานชื่อหัวหนังสือพิมพ์
พระองค์ทรงเขียนด้วยลายพระหัตถ์ลงบนแผ่นกระดาษว่า "ประชาชาติ" ประทานให้ ซึ่งทางผู้ได้รับยังเก็บใส่กรอบไว้อย่างดี" ทั้งนี้ หนังสือพิมพ์ประชาชาติยังดำเนินกิจการตลอดมาจนถึงปัจจุบันในชื่อของหนังสือพิมพ์ "ประชาชาติธุรกิจ"

 สุชาฎา ประพันธ์วงศ์...นสพ.ประชาชาติธุรกิจ

ประเด็นนโยบาย: 
วัฒนธรรม/การท่องเที่ยว